Blog Entryตามหาหัวใจ(เจอ)Jan 14, '08 2:57 AM
for everyone

เคยได้ยินคำถามนี้ไม๊ ว่า ทำไมคนเราจึงมี

2ตา

2หู

2ขา

และก้อ 2 แขน

แต่ทำไมหัวใจจึงมีหนึ่งเดียว แต่ที่จริงแล้ว หัวใจคนเรา ก้อมีสองดวง ไม่เชื่อ อ่ะดิ จะเล่าให้ฟัง ก้อ หัวใจเรา อยู่ที่ใครอีกคน ไง ยังไงกัน ก้อ

สองตาของเรา ไง ต้องมองหาหัวใจของเราอีกดวงกับใครอีกคน

สองหูของเราไง ที่คอยฟังเสียงหัวใจอีกดวงของใครอีกคนรวมถึงฟังหัวใจตัวเอง

ก้อสองขานี่ไงที่ต้องตามหาหัวใจอีกดวงของใครอีกคน

และสองมือ สองแขนของเราไงไว้สัมผัสเขาคนนั้นเมื่อเจอหัวใจของเราอีกดวงที่ตามหา

และเมื่อเจอแล้วล่ะ สองตาเราไว้ทำอะไร ไม่มีประโยชน์ที่จะมองหาแล้วซิ ไม่ใช่เลย ก้อสองตาของเราไว้สำหรับการสื่อสารผ่านสายตาแห่งความห่วงใย สายตาที่เฝ้ามองเธอ มองหัวใจเป็นห่วงหัวใจว่า ร้อนหนาวไปไม๊ หัวใจสบายดีไม๊ หรือมองห่างๆ อย่างห่วงๆ มองเห็นเธอหกล้มและเธอก้อยืนลุกขึ้นได้เอง หรือหากเธอล้มแล้วลุกลำบาก สายตาก้อรู้ว่าถึงเวลาที่ต้องประคองไม๊ แต่หากเธอลุกขึ้นยืนได้เองไหว สายตาจะชื่น ชม ยินดี ไปกับหัวใจ ดีใจที่หัวใจอีกดวงเข้มแข็ง

แล้ว สองหูล่ะ ก้อฟังเสียงหัวใจไง ว่าหัวใจมีปัญหา มีความทุกอะไรไม๊ รับความความทุกสุขของหัวใจอีกดวง หากหัวใจนั้นสุข เราเองจะสุขเป้นหลายเท่า แต่หากยามใดที่หัวใจอีกดวงไม่สบายใจหรือมีความทุกข์ สองหูนี่แหล่ะรับฟังความทุกข์ของเขา เพื่อแบ่งปันความทุกข์ของหัวใจให้น้อยลง ถึงแม้ บางทีรับฟังมาแล้ว อาจจะช่วยแก้ปัญหาอะไรไม่ได้ แต่เมื่อหูได้รับฟัง หัวใจได้ระบาย ความทุกข์นั่นๆก้อจะลดลง เพราะหัวใจได้รับายความทุกข์ออกไป หัวใจอีกดวงไม่ต้องเกรงใจเลย น่ะ การระบายแต่ไม่ใช่การแบกรับความทุกข์ แต่เป็นการแบ่งเบาความทุกข์ให้หัวใจ

มาถึงสองขา  สองขาละไว้ทำไรเหรอ ไว้คอยถีบหัวใจ เหรอเวลา หัวใจสองดวงมีความเห็นไม่ตรงกัน ไม่ใช่เลย สองขาก้อ จะ เดินเคียงข้างไปกับหัวใจไง เดินอยู่ข้างๆตลอดเวลาไม่ว่า สุข ทุกข์ เศร้า หรือโกรธ หรือสองขาไว้คอยแบกหัวใจอีกดวงไง หากเดินไม่ไหว เพื่อให้หัวใจได้พักและกลับมาเดินได้ด้วยตัวเองอีกครั้ง เจ้าขานี้ ก้อยินดีจะไปไหนๆกับหัวใจอีกดวงในทุกๆทุกๆเวลา โดยอย่าเกรงใจเลยน่ะ แต่สองขาเต็มใจต่างหากล่ะ ในขณะเดียวกัน สองขาเองก้อจะไม่ทำหน้าที่แทนขาให้หัวใจอีกดวง แต่จะเป็นเพียง สองขาที่เดินไปด้วยกัน ยืนข้างๆ เท่านั้น ไม่ยึดติดไว้กับเจ้าสองขา เพื่อไม่ให้หัวใจ รู้สึกอึดอัด แต่ให้หัวใจ ไปไหนมาได้ ได้โดยอิสระ

มาถึง ส่วนสำคัญอีกส่วน ก้อเจ้าสองแขนนี่ไง บางครั้งก้อเป็นแขนต่างหมอนได้ น่ะ ถึงแม้ บางทีปวดเมื่อยบ้าง แต่สองแขนก้อยินดี เพื่อให้เจ้าหัวใจหลับสบาย สองแขนอีกเช่นกัน ไว้ประคับประคองหัวใจไง ไว้โอบกอดเพื่อให้ความอบอุ่นให้กับหัวใจ สองแขนคอยจูงกันไปในทุกๆที่ เกี่ยวก้อยกันไปทุกๆเวลา และไว้ปล่อบให้หัวใจอิสระ ไว้โป้งเวลางอน ไว้ก้อยเวลาดี กัน อื่นๆอีกมากมาย  นึกไม่ออกแล้ว

และตอนนี้ เราเองก้อเป็นโรคไต มานานพอดู แต่ตอนนี้หายแล้ว สงสัย ไต อะไร เกี่ยวอะไรกับที่พูดมา ก้อ ไตหาหัวจาม(ตามหาหัวใจ) ไง ตอนนี้หายไปแล้ว เพราะเราตามหาเจอแล้ว แต่เริ่มเป็นโรคใหม่เข้าทาแทน เป็นเก๊า แทน อะไรจะขี้โรค จัง ตามหาเจอแล้ว มาเป็นเก๊าอีก สงสัยกินไก่เยอะ ไม่ใช่เก๊าเพราะกินไก่ แต่เป็นเก๊า(เข๊ารักหัวใจ) ไง (แอบเน่า นิดๆ) ตอนนี้ สองตา สองหู สองขา สองแขน กำลังทำหน้าที่ของมัน และดูแลหัวใจอีกดวงให้ดีที่สุด นานที่จะนานได้ แต่ไม่ขอสัญญาและสาบาน ว่าจะนานแค่ไหน แต่รู้เพียงว่าจะทำให้ดีที่สุดในทุกๆวัน ไม่สัญญาว่าทำให้หัวใจมีความสุขในทุกๆวัน แต่จะบอกว่าจะไม่ทำให้หัวใจมีความทุกข์ในทุกๆวันนะทุกข์เพราะเรา

ฉันไม่สัญญาว่าเธอจะเป็นคนสุดท้าย เพราะฉันไม่มั่นใจอะไรที่ยังไม่เกิด

ฉันไม่สัญญาว่าจะมีเพียงเราตลอดไป แค่ไม่มั่นใจอย่าเพิ่งโกรธ

และฉันขอสัญญาจะมีเพียงเธอเท่านั้น

และทุกๆวันฉันจะทำเพื่อเธอ

ความรักไม่ใช่ภูผา แต่เป็นแววตาที่จริงใจ

เมื่อความรักนั้นเป็นแค่ต้นไม้มันจะยืนยงสักเท่าไหร่  ก้อต้องอยู่ที่เราทั้งสองคน

ไม่ว่าจะไกลขนาดไหน ฉันตั้งใจจะรักเธอ และรักให้ดีที่สุด เจ้าหัวใจ

NungNing

14012008


สิ่งที่คนไทยน่าจะรู้

ความจริงแล้วปริศนาธรรมเกี่ยวกับเรื่องงานศพนั้นมีอยู่หลายข้อ ซึ่งเล็กก็สงสัยอยู่เหมือนกัน ตั้งแต่เด็กมาแล้ว แต่พ่อกับแม่ก็ไม่เคย เล่าให้ฟังเลย เหมือนกับว่าเขาให้ทำ ก็ทำกันไป โง่อยู่ ตั้งนาน พอได้มาอ่านหนังสือธรรมลีลา ของธรรมสภาแล้วก็ตาสว่างขึ้น มีอีกหลายข้อดังนี้ค่ะ
1. มัดตราสังข์สามเปราะ

มัดที่คอ หมายถึง บ่วงรักลูก
มัดที่มือ หมายถึง บ่วงรักสามี - ภรรยา
มัดตรงข้อเท้า หมายถึง บ่วงรักทรัพย์สมบัติ
ติดอยู่สามบ่วงนี้ ไปนิพพานไม่ได้ ต้องเวียน ว่ายอยู่ในสังสารวัฏไม่มีจบสิ้น 
             2. เคาะโลงรับศีล
ไม่ใช่ให้คนตายมารับศีล แต่เพื่อเป็นการบอกคนที่มา ร่วมงานว่า อย่าเอาแต่มัวประมาทขาดสติ ไม่สนใจในหลักธรรมคำสอน เมื่อตายไปหมดโอกาสทำความดี จะเคาะจนโลงแตกก็ลุกขึ้นมาไม่ได้ 
              3. สวดอภิธรรม มักสวดเป็นภาษาบาลี คนเป็นฟังไม่รู้เรื่อง จึงนึกว่า สวดให้คนตาย แต่จริง ๆ แล้วเป็นการสวดเพื่อสอนคนที่ยังมีชีวิตอยู่เพื่อ ที่จะได้นำหลักธรรมไปปฏิบัติให้เกิดผลดี ในชีวิตประจำวัน ดังนั้นแม้จะ ฟังไม่เข้าใจแต่เพื่อให้การฟังสวดอภิธรรมเกิดผล ควรสำรวมส่งจิตไปอยู่กับ เสียงพระสวด ให้จิตสงบนิ่งอยู่กับเสียงพระสวดก็จะเกิดสมาธิจิตได้
              4. บวชหน้าไฟ มักเข้าใจกันว่า เป็นการบวชจูงผู้ตายขึ้นสวรรค์ ความจริงนั้น ไม่ใช่ เพราะการบวชหน้าไฟเป็นการปลงธรรมสังเวชต่อการ เกิด แก่ เจ็บ และตายในที่สุด
มนุษย์ก็มีเท่านี้ ทำให้เกิด การเบื่อหน่ายต่อชีวิตในโลกียวิสัย ไม่ประสงค์จะอยู่ในเพศฆราวาส แล้วพอใจในสมณะเพศ มุ่งปฏิบัติธรรมเพื่อความหลุดพ้น เข้าสู่มรรคผล นิพพาน
             5. การนิมนต์พระจูงออกหน้าศพ เพื่อจะสอนคนที่ยังอยู่ให้ได้สำนึกว่า ตอนที่ยังอยู่ต้องเดินตามหลังพระ หมายความว่า ให้ดำเนินชีวิตตามพระ ธรรมคำสั่งสอนพระพุทธเจ้านั่นเอง จึงจะอยู่ดีมีสุข มีความเจริญก้าวหน้า
             6. การเวียนซ้าย 3 รอบ หมายถึง การเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพทั้งสาม อันมี กามภพ รูปภพ อรูปภพ ด้วยอำนาจกิเลสตัณหาอุปทาน ก็จะเป็น ทุกข์ไม่จบสิ้น ฉะนั้นต้องทวนกระแสกิเลส เป็นการสอนธรรมชั้นสูง จึง ได้พาศพเวียนซ้าย
             7. การใช้น้ำมะพร้าวล้างหน้าศพ เพื่อชี้ให้เห็นว่า น้ำมะพร้าวเป็นน้ำ สะอาด บริสุทธิ์
ผู้เข้าสู่มรรคผลนิพพานต้องชำระจิตให้สะอาดด้วยน้ำ ทิพย์จากพระธรรม
                8. การแปรรูป หลังจากเผาแล้ว มีการเก็บอัฐิ และมีการเขี่ยขี้เถ้า ผู้ตายให้เป็นรูปร่าง กลับไปกลับมาเพื่อจะบอกว่าได้กลับชาติใหม่แล้ว ตามวิบากของกรรมต่อไป

จากวารสารธรรมลีลา เพื่อดุลยภาพของสังคม


ความรักกับหนังสือ

               ความรัก กับ หนังสือ  ……อย่าตัดสินหนังสือว่าดี แค่ปกสวยๆ

อย่าบอกว่า….น่ารักเหลือเกิน แค่คุยกันหนเดียว

คนที่ไม่ชอบอ่านหนังสือเลยใช่ว่าจะมีหนังสือเล่มแรกที่ชอบไม่ได้

คนที่บอกว่าจะไม่แต่งงานมักแซงหน้าแจกการ์ดก่อนคนอื่นเสมอ

             อย่าตกใจเมื่ออ่านหนังสือระดับ Best Seller แล้วไม่ชอบ

ถ้ารักคนคนเดียวกับที่คนอื่นรัก...คงแย่งกันน่าดู

***การชอบหนังสือสักเล่มไม่ได้หมายความว่าหนังสือเล่มนั้น..เนื้อหาดีทุกหน้า

การรู้สึกดีกับใครสักคน..ไม่จำเป็นว่า..เขาต้องไม่มีข้อเสียอะไรเลย***

           อย่าเสียดายเวลาถ้าอ่านหนังสือบางเล่มจบแล้วพบว่า..ไม่ใช่แบบที่ชอบ

จงรู้สึกดีกับการใช้เวลากับใครสักคนหนึ่งอย่างเต็มที่เพราะอย่างน้อยที่ผ่านมา

ย่อมต้องมีช่วงเวลาที่มีความสุขอย่างแน่นอนแม้วันหนึ่งจะรู้ว่าเขาหรือเธอคนนั้นไม่ใช่เลยสักนิดเพราะอย่างน้อยเราก็ได้รู้จักตัวเองมากขึ้นและพร้อมที่จะตามหาคนของเราต่อไป

          การอ่านหนังสือสักเล่มต้องใช้เวลาเราไม่สามารถรู้จักใครสักคนได้ดีตั้งแต่วันแรก

หนังสือมีสิ่งต่างๆ หลากหลายให้ศึกษาทดลองอ่านดูก่อนที่จะตัดสินว่าน่าเบื่อ

บางครั้งสิ่งที่เราไม่เห็นประโยชน์และมองผ่านมันไป….วันหนึ่งมันอาจจะมีค่าสำหรับเราแล้วในตอนจบก็จะรู้ว่าหนังสือประเภทไหนเหมาะกับเราที่สุด

          เหมือนกับความรักทุกครั้งที่เรามีความรักกับใครสักคนนั้นแม้ทุกอย่างจะเดินมาถึงจุดจบแต่คนทั้งคู่ย่อมได้รับอะไรจากสิ่งต่างๆ ที่ผ่านมาโดยไม่รู้ตัวอย่างน้อยที่สุดก็ได้บทเรียนที่มีค่าเพิ่มอีกบทหนึ่งบทเรียนที่จะนำไปสร้างความรักครั้งใหม่ให้มีรากฐานที่ดีกว่าที่ผ่านมา

          สำหรับฉัน

"ความรัก" เปรียบเหมือน..การได้อ่านหนังสือหลายๆ เล่ม (อ่านทีละเล่มนะจ๊ะ)แต่ละเล่มที่ผ่านไปสอนให้ฉันเข้มแข็งสอนให้ฉันรู้จักโลกที่เป็นจริงและสอนให้ฉันรู้จักใจของตัวเอง แม้ว่าตอนจบของแต่ละเล่มจะไม่สมใจแต่ฉันก็ไม่คิดจะหยุด ท้อ หรือ กลัวที่จะค้นหาฉันจะอ่านต่อไปจนกว่าจะเจอ "หนังสือของฉัน" :)

          คุณล่ะเจอรึยัง?ถ้าเจอแล้วอย่าลังเลที่จะหยิบขึ้นมาเปิดอ่านอย่ากลัวที่จะเสียเวลาและผิดหวังไม่แน่นะเล่มที่อยู่ในมือตอนนี้น่ะอาจจะตรงกับความรู้สึกของคุณที่สุดก็ได้.. *^ ^*

 

 

 


Blog EntryKEEP WALKINGNov 12, '07 12:03 AM
for everyone

KEEP WALKING

ไม่กล้า ก็ไม่มีวันเดินหน้า
Nothing ventured, nothing gained.
วิลเลี่ยม เช็คสเปียร์

เพียงเมื่อท่านหยุดก้าว ท่านก็เริ่มถอยหลังแล้ว
When you stop advancing, you've already begun to retreat.
ดร.เทียม โชควัฒนา

คนเราไม่มีใครล้มเหลว มีแต่ล้มเลิกต่างหาก
There are no failures, only people who have given up.
นิรนาม

ผมยอมไม่ได้ ถ้าไม่ยอมพยายาม
I can't accept not trying.
เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง

ผมเป็นคนเดินช้า แต่ผมไม่เคยเดินถอยหลัง
I am a slow walker, but I never walk backwards.
อับราฮัม ลินคอล์น

โลกทั้งโลกเปิดทางให้กับคนที่รู้ว่าตัวเองจะเดินไปทางไหน
The whole world steps aside for the man who knows where he is going.
นิรนาม

หนทางไกลนับหมื่นลี้ ต้องเริ่มต้นด้วยก้าวแรก
A joumey of a thousand miles must begin with a single step.
เล่าจื๊อ

อย่ากลัวที่จะก้าวไปช้า ๆ จงกลัวที่จะอยู่นิ่งเฉย
Do not be afraid of going slowly, be afraid only of standing still.
ภาษิตจีน

ถ้าไม่หาทาง ก็ต้องสร้างมันขึ้นมา
We will either find a way or make one.
ฮานิบาล

อย่าคิดว่าคุณจะเดิน เดินไปเลย
Don't just think you'll wall, WALK.
ปรเมศวร์ มินศิริ

คนเราแก้อดีตไม่ได้ แต่อาจเปลี่ยนอนาคตได้
We can't correct the past, But we might change the future.
วรินทร์ เลียววาริณ

การเริ่มต้นเป็นเรื่องยาก แต่การก้าวต่อไปเป็นเรื่องยากกว่า
Getting started is hard, but the next step is harder.
ถกลเกียรติ วีรวรรณ

คำว่า ดีที่สุด มีไว้สำหรับงานต่อไปเสมอ
The word 'Best' is always there for the next start.
ดวงฤทธิ์ บุนนาค

อย่ากลัวล้มทั้งๆที่ยังไม่ได้เริ่มเดิน
Don't think that you're gonna lose when you don't even start
ณัฐจิระ ฮอนดา

ความผิดพลาดในอดีต คือบทเรียนสำหรับในอนาคต
The falling of yesterday are the learning of tommorrow.
โรเบอร์โต บักจิโอ
แม้แต่ปลา ต้องว่ายทวนน้ำเพื่ออยู่รอด
Fish swim against the tide to survive.
นักปราชญ์

ถ้าไม่ใช่คุณแล้วใคร ถ้าไม่ใช่เดี๋ยวนี้แล้วเมื่อไหร่
If not you who? If not now when?
แกรี่ เฮอร์เบิร์ท

ทางเดียวที่จะถึงเส้นชัย คือก้าวต่อไปข้างหน้า
The only way to reach the goal is moving forward.
นักกีฬาสมัครเล่น

คว้าทุกโอกาสให้ได้
Seize the day.
โฮเรซ

ผมไปได้ทุกที่ ขอเพียงแต่ต้องไปข้างหน้า
I'll go anywhere as long as it's forward.
ดร.ลิฟวิ่งสโตน

อย่ากลัวที่จะก้าวยาว ๆ เมื่อต้องข้ามอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่
Don't be afraid to take a big step…you can't cross a chasm in two small
jumps.
เดวิด ลอยด์ จอร์จ

ความใฝ่ฝัน ไม่เคยหยุดยั้ง
Ambition never comes to an end.
โยชิดะ เคนโกะ


ความเสี่ยงที่สุด คือการไม่กล้าเสี่ยงเลย
The biggest risk is not to take the risk at all
ราอูล กราเซีย บราโว

จับจ้องที่จุดหมาย ไม่ใช่ที่อุปสรรค
One should keep one's eyes on one's destination, not on where one stumbled.
สุภาษิตไนจีเรีย

ความล้มเหลวที่สุด คือการไม่กล้าแม้แต่จะลองทำ
เซอเรน คีร์เคอกอร์

ถ้าเดินตามรอยเท้าคนอื่น ก็ไม่มีรอยเท้าเป็นของตนเอง
To dare is to lose one's footing momentarily. Not to dare is to lose
oneself.

มูลเรลสตรอด


Blog Entryคาถาบูชาผัว Nov 12, '07 12:00 AM
for everyone

คาถาบูชาผัว

          รักผัว ต้องให้ผัว หมดทั้งตัว หมดทั้งใจ

รักผัว ต้องอ่อนไหว ผัวว่าไง ต้องว่าตาม

รักผัว ต้องเคารพ ต้องประจบ ไม่ลามปาม

รักผัว ต้องคล้อยตาม ไม่วู่วาม คอยเอาใจ

รักผัว ต้องอดทน ผัวเป็นคน ไม่ยอมใคร

รักผัว ต้องทำใจ ใช่ผัวใคร ก็ผัวเรา

รักผัว ต้องหมั่นสวย เดี๋ยวจะซวย ผัวไม่เอา

รักผัว ต้องคอยเฝ้า ถึงผัวเมา ก็ตามใจ

รักผัว ต้องฝึกฝน ผัวเป็นคน ชอบของใหม่

รักผัว  ต้องเข้าใจ ผัวไปไหน อย่าห้ามปราม

รักผัว ต้องแข็งแรง ต้องพลิกแพลง ให้วาบหวาม

รักผัว ต้องทุกยาม ไม่ซักถาม ให้กวนใจ

รักผัว ต้องกล้าเสีย ยกน้องเมีย ให้ผัวไป

รักผัว ต้องสนใจ ผัวเป็นไง ต้องคอยดู

รักผัว ต้องพูดง่าย ไม่โวยวาย ไม่ลบหลู่

รักผัว ต้องเฝ้าดู หาอีหนู มาเอาใจ

รักผัว ต้องเชื่อฟัง ผัวเสียงดัง ต้องทนไหว

รักผัว ต้องรู้ใจ ผัวอยากได้ ต้องหามา

รักผัว ต้องใจเย็น ผัวเป็นเช่น เทวดา

รักผัว ต้องบูชา ผัวมีค่ากว่าสิ่งใด

รักผัว ต้องรักเดียว อย่าไปเที่ยว รักผัวใคร

รักผัว ต้องแน่ใจ ผัวของใคร ก็ของมัน

รักผัว ต้องแน่วแน่ ต้องรักแท้ ผัวของฉัน   

รักผัว ต้องยึดมั่น ทุกข้อนั้น สำคัญเอย......


Blog EntryคาถาบูชาเมียNov 11, '07 11:59 PM
for everyone

คาถาบูชาเมีย       

รักเมียต้องอดทน ต้องเป็นคนเคารพเมีย

รักเมียต้องส่งเสีย อย่าให้เมียต้องสงสัย

รักเมียต้องรักเดียว อย่าได้เที่ยวไปรักใคร

รักเมียต้องทำใจ ถึงอย่างไรเธอก็เมีย

รักเมียอย่าขี้เหล้า ถ้าเมียเหงาเราจะเสีย

รักเมียอย่าอ่อนเพลีย คนรักเมียต้องเข็งแรง

รักเมียอย่าเที่ยวดึก จะเกิดคึกผิดสำแดง

รักเมียอย่ารุนแรง ค่อย แซงอย่าขับไว

รักเมียต้องยอมเมีย เพราะว่าเมียไม่ยอมใคร

รักเมียต้องเข้าใจ ไม่มีใครใหญ่กว่าเมีย

รักเมียอย่าเถียงเมีย คำพูดเมียใหญ่กว่าใคร

ชาติหน้ามีฉันใด จงจำไว้อย่ามีเมีย


bus.......stop please!!!!!!!

 you know, love is just like someone waiting for a bus.
คุณรู้ไหม ความรักมันก็เหมือนกับการรอรถเมล์
when the bus comes, you look at it and you said to yourself.
เมื่อรถเมล์มา คุณมองไปที่มัน และบ่นกับตัวเองว่า
"eee....so full....cannot sit down one".
"อี๋... คนเพียบเลย ไม่มีที่นั่งด้วย"
so you said to yourself, "i'll wait for the next one".
และคุณก็พูดกับตัวเองว่า "ฉันรอคันต่อไปดีกว่า "
so you let the bus go and waited for the second bus.
และคุณก็ปล่อยให้รถเมล์คันนั้นผ่านคุณไปแล้วรอรถเมล์คันที่ 2
then the second bus came, you looked at it and you said,
เมื่อรถคันที่ 2นั้นมา คุณมองไปที่รถเมล์นั่นแล้วบ่นว่า
"eee...this bus so old..surely very uncomfortable one."
"อี๋... รถเก๊าเก่า มันต้องนั่งไม่สบายแน่เลย"
so you let the bus go and again, decided to wait for the next bus.
แล้วคุณก็ปล่อยให้รถเมล์คันนั้นผ่านไปอีกครั้ง และตัดสินใจที่จะรอรถเมล์คันต่อไป
after a while another bus came,
และแล้วรถเมล์อีกคันก็มาถึง
it's not crowded, not old but you said,
คราวนี้มัน คนไม่เยอะ และรถก็ไม่เก่าแต่คุณก็ยังบ่นอีกว่า
"eee..no air-con one..and the weather is so warm,better wait for the next one"
"อี๋... แอร์ก็ไม่มี ตอนนี้อากาศร้อนจะตาย รอรถคันใหม่ดีกว่า"
so again you let the bus go and decided to wait for the next bus.
อีกครั้งหนึ่งที่คุณปล่อยให้รถเมล์ผ่านคุณไป และตัดสินใจที่จะรอรถอีกคัน
then the sky started to get dark as it is getting late.
ท้องฟ้าชักเริ่มครึ้มๆ และก็มันก็เริ่มสายแล้ว
you panicked and jump on to the next on coming bus.
คุณชักเริ่มกระวนกระวายในการรอรถเมล์
it is not until much later that you found out
จนแล้วจนรอดรถเมล์ก็ยังไม่สักที
that you had boarded on to the wrong bus!
นั่นแหล่ะคุณจึงเริ่มรู้แล้วว่าคิดผิดที่ไม่ขึ้นรถคันก่อนหน้านี้
so you wasted your time and money waiting for what you want!
คล้ายๆกับคุณยอมที่จะเสียเงินและเวลา เพื่อที่จะให้ได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ
even if an airson bus came, can you ensure that the aircon bus
ถ้าหากว่าคุณคิดว่ารถเมล์ธรรมดาที่ผ่านมาเป็นรถแอร์ไม่ได้เหรอไง
won't break down or whether will the aircon be too cold for you?
แอร์อาจจะเสีย หรือไม่ก็คิดว่ามันเป็นแอร์ที่เย็นพอสำหรับคุณ
so people wanting to get what you want is not wrong.
การที่คนมากมาย ต้องการที่จะได้อย่างที่เราต้องการมันไม่ผิดหรอก
but it wouldn't hurt to give other people a chance right?
แต่คุณจะไม่รู้สึกอะไรบ้างเหรอ ที่คุณหยิบยื่นโอกาสที่ตัวเองควรจะได้ให้คนอื่นไป
if you found that the "bus" doesn't suit you,
ถ้าหากว่าคุณพบว่ารถเมล์คันนั้นเป็น คันที่อาจจะไม่ใช่อย่างที่คุณต้องการ
just press the redbutton and get off the bus.
ก็เพียงแค่ กดกระดิ่งเป็นสัญญาณขอลง แล้วก็ลงจากรถ เท่านั้นก็จบ
but wait...i'm sure you have this experience before.
แต่เดี๋ยวก่อน ผมแน่ใจเลย ว่าคุณต้องเคยเจออย่างนี้มาก่อน
you saw a bus coming (the bus you want of course)
คุณเห็นรถเมล์กำลังวิ่งมา (แน่นอนว่ามันเป็นรถเมล์คันที่คุณต้องการ)
you flagged it but the driver act blur
คุณโบกมือเรียกให้รถหยุด แต่คนขับดันเบลอ
by pretending not seeing you and zoomed pass you!
ไม่เห็นว่าคุณโบกมือ แล้วรถคันนั้น .... รถคันนั้นที่คุณรอมาตั้งนานก็ผ่านคุณไปต่อหน้าต่อตา
well, and when the bus zoomed pass, what you may have to do is WALK!!!!
ดีแล้วเมื่อรถเมล์ที่คุณต้องการผ่านไปแล้ว สิ่งที่คุณต้องทำคราวนี้คือการเดิน
the bottom line is being loved is like waiting for a bus whether you want.
มันก็คล้ายกับชีวิตรักของเราๆ เหมือนกับที่เรารอรถที่เราต้องการ
to get on the bus and give the bus a chance depends totally on you.
เพียงแค่ขึ้นไปบนรถ ให้โอกาสรถนั้นได้โอบอุ้มความรักคุณไว้
and walking is like being out of love.
และการที่คุณเดินนั้นแหล่ะที่คุณปล่อยให้ความรักหลุดลอยไป
you never lose by loving.
คุณจะไม่มีวันเสียอะไรถ้าคุณคิดจะรัก
you always lose by holding back.
แต่ถ้าคุณไม่ดึงรักที่ผ่านเข้ามาไว้ คุณก็จะเสียโอกาสที่คุณควรจะมี
อย่าปล่อยให้คนที่เข้ามาหลงชอบคุณ แต่เขาเป็นคนที่คุณไม่สนใจ
ไม่ใช่คนที่คุณต้องการ อาจจะไม่สวยไม่ใช่สเป็กคุณ ปล่อยให้เขาผ่านไป
หรือจากคุณไป เมื่อเขาออกไปจากชีวิตคุณ คุณอาจจะเพิ่งเริ่มรู้สึกก็ได้
ว่าเขามีความสำคัญต่อคุณแค่ไหน และในตอนนั้นคุณอาจจะไม่มีโอกาศที่จะดึงเขากลับมาอีกแล้ว

 


พระธาตุประจำปีเกิดของคุณ

 

ทราบกันรึยังคะว่า พระธาตุประจำปีเกิดของคุณอยู่ที่ใด ถ้าทราบแล้วก็ลองทบทวนความจำกันดูนะคะ ถ้า
ยังไม่ทราบก็หาโอกาสไปกราบสักการะให้ได้นะคะ อย่างน้อยก็ครั้งนึงในชีวิตเพื่อความเป็นศิริมงคลแก่ตนเอง
ปีชวด...............ไหว้พระธาตุจอมทอง - จังหวัดเชียงใหม่
ปีฉลู.................ไหว้พระธาตุลำปางหลวง - จังหวัดลำปาง
ปีขาล...............ไหว้พระธาตุช่อแฮ - จังหวัดแพร่
ปีเถาะ..............ไหว้พระธาตุแช่แห้ง - จังหวัดน่าน
ปีมะโรง............ไหว้พระพุทธสิหิงค์ - วัดพระสิงห์ ,จังหวัดเชียงใหม่
ปีมะเส็ง............ไหว้ต้นศรีมหาโพธิ์ - ที่พุทธคยา , อินเดีย (หรือไหว้ต้นโพธิ์ตามวัดทั่วไป)
ปีมะเมีย...........ไหว้พระธาตุชเวดากอง - กรุงย่างกุ้ง , พม่า
ปีมะแม............ไหว้พระธาตุดอยสุเทพ - จังหวัดเชียงใหม่
ปีวอก...............ไหว้พระธาตุพนม - จังหวัดนครพนม
ปีระกา..............ไหว้พระธาตุหริภุญชัย - จังหวัดลำพูน
ปีจอ.................ไหว้พระเกศแก้วจุฬามณีบนสรวงสวรรค์
ปีกุน.................ไหว้พระธาตุดอยตุง - จังหวัดเชียงราย
ในกรณีคนเกิดปีจอ ให้ตั้งจิตอธิษฐานกราบไหว้พระเกศฯในใจ ณ.วัดใดก็ได้ หรือให้ไปไหว้พระธาตุอินทร์แขวนแทน

 

 


สักวาค่านมแม่แม้เพียงหยาด

ก็มิอาจหาใดเทียบเปรียบค่าได้

หนึ่งหยาดนมนั้นมากกว่าเงินตราใด

หนึ่งหยาดนมนั้นค่าใช่เพียงทองคำ

ทุกหยาดหยดนมแม่ที่รินหลั่ง

จรดยัง ปากลูกทุกเช้าค่ำ

ค่ามากกว่าเพชรเลอค่าราคางาม

กระรัตน้ำระยับพราวสะกาวดวง

หนึ่งหยาดนมแม่นี้มิซื้อได้

มิมีใครเห็นแต่แม่แน่ไม่หวง

ใช่ว่านมหากใจแม่แม้เดียวดวง

ถ้าลูกทวงแม่จักให้ไม่เสียดาย

แม้กำแพงเป็นแผ่นฟ้ามหาสมุทร

มากางกั้นตัวบุตรกับแม่ได้

แต่หยาดนมของแม่แน่วแน่ไป

ไหลถึงตัวลูกได้มิไกลกลัว

สายธารถันของแม่แสนสะอาด

แม้นสักหยาดปราศสิ่งปนหม่นสลัว

กลั่นจากหยาดเลือดแม่แท้ทั้งตัว

มิถ้วนทั่วค่าใดเทียบมาเปรียบเคียง

อันธารโตกไหลเรื่อยมิเอื่อยหยุด

หากสะดุดกระทบผาก็ซ่าเสียง

กักเป็นบ่อต่อเป็นธารมาเรียงเคียง

เพื่อมาเลี้ยงเหล่ามนุษย์ที่สุดทาง

อันนมแม่ใช่ไหลนานดุจธารโตก

อันชุ่มโชกหากถึงกาลก็หยุดสร้าง

แต่รักแท้ของแม่นี้ฤามีจาง

หรือเลือนลางหากชัดแท้มิแพ้นม

สายฝน.......ยามเย็น

 

 


 รองเท้า...กับ...ความรัก

ความรัก ก็เหมือนกับ